หากคุณกำลังวางแผนก่อสร้างอาคารใหม่ หรือกำลังขออนุญาตก่อสร้าง คุณคงเคยได้ยินคำว่า BEC หรือ Building Energy Code มาบ้าง แต่หลายคนยังสงสัยว่ามันคืออะไร ทำไมต้องทำ และต้องทำอย่างไรบ้าง บทความนี้จะอธิบายทุกอย่างที่คุณต้องรู้
BEC คืออะไร? (What is Building Energy Code?)
Building Energy Code (BEC) หรือ เกณฑ์มาตรฐานการใช้พลังงานในอาคาร คือมาตรฐานที่กำหนดโดยกฎกระทรวงกำหนดประเภทหรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2563 ออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535
พูดง่ายๆ ก็คือ กฎหมายที่กำหนดว่า อาคารใหม่จะต้องออกแบบให้ประหยัดพลังงานตามเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนที่จะได้รับอนุญาตก่อสร้าง
อาคารประเภทไหนที่ต้องทำ BEC?
กฎหมาย BEC ใช้บังคับกับ อาคาร 9 ประเภท ที่มีพื้นที่รวมตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตร ขึ้นไป ได้แก่:
- สถานศึกษา — โรงเรียน มหาวิทยาลัย วิทยาลัย
- สำนักงาน / ที่ทำการ — อาคารสำนักงานของรัฐและเอกชน
- โรงมหรสพ — โรงภาพยนตร์ ห้องแสดงสินค้า
- ห้างสรรพสินค้า / ศูนย์การค้า — รวมถึง Community Mall
- สถานบริการ — ร้านอาหาร สถานบันเทิง
- อาคารชุมนุมคน — อาคารที่มีพื้นที่ชุมนุมคนหมู่มาก
- โรงแรม — รวมถึง Serviced Apartment
- สถานพยาบาล — โรงพยาบาล คลินิก
- อาคารชุด (คอนโดมิเนียม) — รวมถึงอพาร์ทเม้นท์ขนาดใหญ่
หากอาคารของคุณเข้าข่ายประเภทใดประเภทหนึ่งข้างต้น และมีพื้นที่รวมตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. ขึ้นไป คุณต้องยื่นรายการคำนวณ BEC ก่อนขออนุญาตก่อสร้างทุกกรณี
6 ระบบที่ต้องผ่านเกณฑ์ (6 Building Systems)
อาคารต้องออกแบบให้ผ่านเกณฑ์ BEC ในระบบต่างๆ ดังนี้:
1. ระบบเปลือกอาคาร — OTTV และ RTTV
ค่า OTTV (Overall Thermal Transfer Value) คือค่าการถ่ายเทความร้อนรวมผ่านผนังอาคาร ส่วน RTTV (Roof Thermal Transfer Value) คือค่าการถ่ายเทความร้อนผ่านหลังคา ทั้งสองค่าต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด (หน่วยเป็น W/m²)
2. ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง — LPD
ค่า LPD (Lighting Power Density) คือกำลังไฟฟ้าแสงสว่างต่อหน่วยพื้นที่ กฎหมายกำหนดค่า LPD สูงสุดตามประเภทพื้นที่ใช้งาน เช่น ห้องประชุม ห้องทำงาน ทางเดิน เป็นต้น
3. ระบบปรับอากาศ — COP / EER / IPLV
ประสิทธิภาพของระบบปรับอากาศต้องผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ วัดด้วยค่า COP (Coefficient of Performance), EER (Energy Efficiency Ratio) และ IPLV สำหรับชิลเลอร์ขนาดใหญ่
4. อุปกรณ์ผลิตน้ำร้อน — COP / EF
สำหรับอาคารที่มีระบบผลิตน้ำร้อน ต้องมีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
5. การใช้พลังงานโดยรวม — EUI
ค่า EUI (Energy Use Intensity) คือการใช้พลังงานรวมทั้งอาคารต่อปีต่อพื้นที่ (kWh/m²/yr) เป็นทางเลือกสำหรับอาคารที่ไม่สามารถผ่านบางระบบแต่สามารถชดเชยด้วยระบบอื่น
6. พลังงานหมุนเวียน — PVE
ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์และการใช้แสงธรรมชาติในอาคาร
เอกสารที่ต้องยื่น — ออพ.01 และ ออพ.02
เมื่อออกแบบอาคารแล้ว ต้องจัดทำเอกสาร 2 ชุดหลัก:
- ออพ.01 (แบบรายงานผลการตรวจประเมิน) — รายงานผลการคำนวณและตรวจประเมินการออกแบบอาคารทั้ง 6 ระบบ โดยใช้โปรแกรม BEC-Tool ที่ พพ. รับรอง
- ออพ.02 (แบบรับรองผลการตรวจประเมิน) — เอกสารรับรองผลการตรวจประเมินโดยผู้ตรวจประเมินที่ได้รับการรับรองจาก พพ. (กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน)
ขั้นตอนการทำ BEC มีอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปขั้นตอนการทำรายการคำนวณ BEC มีดังนี้:
- รับแบบสถาปัตยกรรมและ MEP — ส่งแบบแปลนอาคาร รายละเอียดวัสดุผนัง หลังคา กระจก และข้อมูลระบบปรับอากาศ
- คำนวณด้วย BEC-Tool — ใส่ข้อมูลเข้าโปรแกรม BEC-Tool และตรวจสอบว่าผ่านเกณฑ์ทุกระบบ
- จัดทำรายงาน ออพ.01 — สรุปผลการคำนวณในรูปแบบที่กำหนด
- ผู้ตรวจประเมินรับรอง ออพ.02 — สามัญวิศวกรที่ขึ้นทะเบียน พพ. ลงนามพร้อมประทับตรา
- ยื่นเอกสารพร้อมขออนุญาต — ส่งเอกสาร BEC ครบชุดพร้อมกับการขออนุญาตก่อสร้าง
ถ้าไม่ทำ BEC จะเกิดอะไรขึ้น?
หากยื่นขออนุญาตก่อสร้างโดยไม่มีเอกสาร BEC ครบถ้วน หน่วยงานท้องถิ่น (อบต. เทศบาล กทม.) จะไม่อนุมัติใบอนุญาต และโครงการจะไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้ตามกฎหมาย
สรุป — BEC เป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่ตัวเลือก
สำหรับอาคารใหม่ที่เข้าข่ายตามกฎหมาย การจัดทำ BEC ไม่ใช่เรื่องที่เลือกได้อีกต่อไป แต่เป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามก่อนขออนุญาตก่อสร้าง
ข่าวดีคือ หากได้ออกแบบอาคารอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น การผ่านเกณฑ์ BEC ไม่ใช่เรื่องยาก และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาวอีกด้วย

